ซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะกลุ่มยาปฏิชีวนะ ระวังผลเสียมากกว่าผลดี

ซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะกลุ่มยาปฏิชีวนะ ระวังผลเสียมากกว่าผลดี

Over The Counter Drugs หรือ OTC Drugs คือ ยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ สามารถซื้อขายได้จากร้านค้า หรือร้านขายยาทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาของแพทย์ เช่น ยาแก้ปวดท้อง พาราเซตามอล และคลอร์เฟนิรามีน เป็นต้น ยาดังกล่าวช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น แต่หากอาการของโรคไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยากลุ่มดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญคือตัวผู้ป่วยเองควรต้องไปพบแพทย์ ไม่ควร ซื้อยารับประทานเอง หรือหากจำเป็นต้องซื้อยารับประทานเอง ควรไปที่ร้านยาที่มีเภสัชกรเป็นผู้จ่ายยา

ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนกรุง จำนวน 72% นิยม ซื้อยารับประทานเอง ในยามเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าการไปพบแพทย์ และบางกรณีมีการระบุชื่อยาที่ต้องการด้วยตนเอง อาจเพราะเคยได้รับยาตัวดังกล่าวมาจากโรงพยาบาล รับประทานแล้วรู้สึกดีขึ้น เมื่อหมดจึงซื้อรับประทานต่อเอง อีกกลุ่มหนึ่งคือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ว่ายาตัวนี้ดีรับประทานแล้วหาย โดยผู้แนะนำมักไม่ใช่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งบางครั้งการซื้อยาจากร้านที่ไม่มีเภสัชกรประจำการ อาจได้รับยาเม็ดหลากสี ให้รับประทานพร้อม ๆ กัน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ยาชุด” ซึ่งอาจมียาที่ไม่จำเป็นในการรักษา เป็นยาที่เราเคยแพ้ หรือมีข้อห้ามในการใช้ยา โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ เช่น มีโรคประจำตัวเป็นโรคไต ความดัน เบาหวาน ให้นมบุตร หรือตั้งครรภ์ เป็นต้น หากได้รับยาดังกล่าว อาจส่งผลต่อตนเองหรือทารกในครรภ์ได้ ปัญหาสำคัญอีกประการจากการซื้อยารับประทานเอง คือ การดื้อยาของเชื้อโรคบางชนิด ที่ส่งผลให้แพทย์ต้องสั่งยาที่แรงขึ้น หรือเชื้อโรคบางชนิดยาต้านจุลชีพเอาไม่อยู่

องค์การเภสัชกรรม เตือนผู้ที่นิยมซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง และรับประทานบ่อยเกินความจำเป็น อาจเสี่ยงต่อการดื้อยาสูงและแพ้ยาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มยาปฏิชีวนะเข้าสู่ร่างกายโดยเปล่าประโยชน์ โรคที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย โดยองค์การเภสัชกรรมแนะนำว่า ต้องกินยาอย่างถูกวิธี ต่อเนื่องจนครบ ซึ้อยาจากร้านที่มีเภสัชกรประจำร้านดูแล สามารถให้คำแนะนำการใช้ยา และที่สำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์ในสถานพยาบาล เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

ผลเสียจากใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น

เชื้อแบคทีเรีย จะปรับตัวให้ทนต่อยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เชื้อดื้อยา

เกิดการทำลายเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ผื่นคัน หรือลมพิษ เป็นต้น

อาจทำให้ฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ หรือยาอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่เพิ่มขึ้นจนเกิดผลข้างเคียงที่มากขึ้น หรือลดลง จนไม่ได้ผลในการรักษา

ผลเสียจากการเลือกซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง

สูญเสียความสามารถในการรักษาโรค เพราะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับโรคที่เป็น

ก่อให้เกิดพิษหรือแพ้ยาปฏิชีวนะ บางรายอาจถึงขั้นรุนแรง ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และอาจเสียชีวิตได้

เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อยา และไม่ได้รับประสิทธิผลของยาที่ใช้ในการรักษา

เป็นสาเหตุสำคัญของเชื้อดื้อยา ซึ่งต่อไปเมื่อเกิดการติดเชื้อ ที่ต้องการการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ มักจะรุนแรงขึ้น รักษาได้ยากขึ้น มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงขึ้น

โรคบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

ไข้หวัด ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มีอาการน้ำมูกไหล ไอ เสียงแหบ เจ็บคอ มีไข้ โรคนี้จะหายได้เองภายใน 7-10 วัน โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ถ้ามีอาการเจ็บคอ มีหนองที่ต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรโตและกดเจ็บ หรืออาการแย่ลง ต้องไปพบแพทย์

ท้องเสีย เกือบทั้งหมดมักเกิดจากเชื้อไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ อาจคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รักษาโดยดื่มน้ำเกลือแร่ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่หากมีไข้สูง หรือถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน ต้องไปพบแพทย์

บาดแผลเลือดออก เช่น แผลมีดบาด แผลถลอก บาดแผลเล็กน้อยจากอุบัติเหตุ ควรล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่กรณีที่เป็นแผลที่เท้า ตะปูตำ แมลงสัตว์กัดต่อย หรือโดนสิ่งสกปรก เช่น มูลสัตว์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ต้องไปพบแพทย์

ทั้งนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรืออย่างน้อยควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ เพราะนอกจากอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอีกหลายประการ เช่น การมีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคตับ หรือโรคไต จำเป็นต้องเลี่ยงการใช้ยาบางประเภท หรืออาจต้องปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอายุของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก ต้องคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีประวัติแพ้ยาบางชนิด การแจ้งแพทย์และเภสัชกรให้ทราบว่าตนเองแพ้ยาชนิดใด จะปลอดภัยกับตัวผู้ป่วยอย่างสุดสูง

เวลาเรามีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย อาจจะมีบางครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่สะดวกที่จะไปรับการตรวจ เปิดอ่านในอินเตอร์เน็ตแล้วซื้อยากินเองก็ได้ แต่เราควรทำแบบนั้นจริงๆ หรือ
วันนี้เราจะขอนำเสนอ 6 อันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการซื้อยารับประทานเองกันครับ

1.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง

การวินิจฉัยโรค จะต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และอาจจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม ในกรณีที่เราวินิจฉัยตัวเราเอง เราก็จะรู้เพียงแต่ประวัติ ทำให้ข้อมูลที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อการวินิจฉัยไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว การรักษาก็จะผิดและเกิดอันตรายขึ้นได้

2.กินยาไม่ครบ

การรักษาโรคแต่ละชนิดจะมีระยะในการรักษาที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หากเป็นครั้งแรกในคนปกติ ต้องกินยาเพียง 3 วัน แต่ในกรณีกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เป็นซ้ำ อาจจะต้องกินยานานขึ้นเป็น 7 วัน เป็นต้น การรู้ข้อมูลไม่ครบแล้วซื้อหายามาเอง ก็อาจทำให้กินยาไม่ครบ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาได้

 

3.กินยาผิด ข้อมูลที่ได้มาล้าสมัย

บางคนพอจะทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร แต่ใช้วิธีค้นหาข้อมูลแล้วไปซื้อยากินเอง และอาจจะไปได้ข้อมูลเก่าที่ล้าสมัยไปแล้ว ทำให้ได้ยาที่ผิดจากที่ควรจะได้รับ กรณีที่เจอบ่อยๆ เช่น การรักษาโรคหนองใน ซึ่งมีการขายยาออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย โดยขายยาสูตรที่เลิกใช้กันไปแล้ว 20 กว่าปี ทำให้เมื่อรักษาไปแล้ว เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้นและไม่หายขาด การแพทย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ติดตามต่อเนื่องอาจไม่ทราบข้อมูลครับ

4.แพ้ยา

ในกรณีที่เราเคยแพ้ยามาก่อน เราจะทราบชื่อยาที่เราแพ้ และอาจคิดว่าเพียงหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดนั้นก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงยาบางชนิดมีการแพ้ในกลุ่มเดียวกันได้ เช่น ในผู้แพ้เพนนิซิลิน อาจจะแพ้ยาอะม็อกซี่ซิลลินหรือไดคล๊อกซ่าซิลลินอันอยู่ในกลุ่มเดียวกันร่วมด้วย หรือในบางครั้งอาจจะมีโอกาสแพ้ยาข้ามกลุ่ม การซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีความรู้ด้านนี้ จึงสามารถเกิดการแพ้ยาซ้ำได้

5.ไม่ทราบข้อห้ามในการใช้ยา

เวลาแพทย์สั่งยา นอกจากจะต้องดูข้อบ่งใช้ในการใช้ยาหน้านั้นแล้ว ยังจะต้องพิจารณาตัวผู้ป่วยว่า มีการใช้ยาชนิดใดหรือมีโรคชนิดใดที่เป็นข้อห้ามในการใช้ยานั้นหรือไม่ เช่น ในผู้ป่วยตับแข็ง ที่มีการทำงานของไตไม่ดี ยาแก้ปวดธรรมดาๆ บางชนิดเพียง 1-2 เม็ด ก็สามารถทำให้เกิดภาวะไตวายรุนแรงได้ หรือผู้ป่วยไตวายอาจจะต้องระมัดระวังยาปรับความดันบางตัวที่ขับออกทางไต หากเราเลือกใช้ยาโดยเปิดอ่านจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือแบบไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อน ก็อาจเลือกซื้อยาที่มีผลเสียต่อตัวเรามาใช้ได้

6.การรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจจะไปบดบังอาการ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้ากว่าที่ควร

การตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์ทำได้จากการที่ผู้ป่วยมีอาการ ประวัติ และผลการตรวจที่เข้าได้กับโรคนั้นๆ ซึ่งหากผู้ป่วยไปใช้ยาที่เปลี่ยนแปลงอาการเจ็บป่วยหรือผลการตรวจ ก็จะทำให้ การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องล่าช้าออกไป

การใช้ยามีแง่มุมที่ละเอียดอ่อน และการใช้ให้ถูกต้องมีความสำคัญต่อชีวิตและสุขภาพ จึงไม่ควรซื้อยากินเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาทุกชนิด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *